Make your own free website on Tripod.com
เทศกาลถือศีลกินผัก (ต่อ)

          ต่อมามีการประกอบ พิธีโชกุ้น หมายถึง การเลี้ยงทหาร ซึ่งประกบพิธีในวัน 3 ค่ำ 6 ค่ำ และ 9 ค่ำ หลังเที่ยงวัน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้จัดเตรียมอาหาร และเหล้า สำหรับให้ผู้นำประกอบพิธี ได้ใช้ในการเซ่นสังเวยเลี้ยงทหาร และมีหญ้า หรือถั่วเพื่อเป็นอาหารของม้า ชาวบ้านเชื่อว่าเมื่อเทพเจ้าเสด็จมาประทับที่ศาลเจ้า ต้องมีบริวารติดตามอารักขา เพราะชาวบ้านเชื่อว่าเทพเจ้าเป็นกษัตริย์ เมื่อสวรรคคตก็ไปเป็นเทพ จึงมีบริวารที่เป็นทหารให้ความช่วยเหลือดูแล
          ในขณะที่มีประเพณีการกินผัก ก็มีการประกอบพิธีซ้องเก็ง เป็นพิธีสวดมนต์ ซึ่งชาวบ้านผู้สูงอายุทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผู้นำการประกอบพิธีกรรม ร่วมกันทำการสวดมนต์โดยเริ่มทำการสวดมนต์ ตั้งแต่พระกิ๋วอ๋องไต่เต้ หรือ กิ๋วอ๋องฮุดโจ้ว เข้าประทับในอ๊าม (ศาลเจ้า) และทำพิธีสวดวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้า และตอนย่ำค่ำ เหมือนลักษณะการสวดมนต์เช้าและสวดมนต์เย็น โดยเฉพาะกลางคืนหลังจากสวดมนต์ซึ่งใช้บทสวด คือ ปักเต้าเก็ง ก็จะมีการ ตักซ้อ คือ อ่านรายชื่อของผู้ที่เข้าร่วม กินผัก ซึ่งอ่านต่อหน้าแท่นบูชาพระกิ๋วอ๋องฮุดโจ้ว เป็นลักษณะการเบิกตัวเข้าเฝ้ากษัตริย์ รายชื่อที่นำมาอ่านนี้ ได้มาจากชาวบ้านที่เมื่อเริ่มกินผัก ก็มาร่วมทำบุญบริจาคเงินให้กับ ศาลเจ้า และมารับอาหารจากศาลเจ้าไปรับประทานที่บ้าน ได้แจ้งชื่อ – นามสกุล พร้อมทั้งบอกจำนวนคนในครอบครัวที่กินผัก เป็นรายชื่อของผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมพิธี และบริจาคเงิน ทำให้บางคนที่ไม่มีชื่อจีน อยากจะมีชื่อจีน เพราะเวลาอ่านชื่อพระจีนจะไม่รู้จักชื่อไทย ทำให้บางคนต้องการชื่อจีนก็จะไปขอตั้งชื่อจากศาลเจ้า โดยบอกคนเฝ้าศาลเจ้าว่าเกิดวันเดือนปีอะไร ผู้หญิง ผู้ชาย คนเฝ้าก็จะให้หยิบใบเสี่ยงทาย แล้วให้เลือกเอาจากใบที่เสี่ยงทาย แต่หากไปตรงกับชื่อคนในครอบครัว หรือไม่ชอบก็สามารถขอเสี่ยงทายใหม่ได้
          จากนั้น มีพิธีบูชาดาว ซึ่งเริ่มพิธีในคืนวัน 7 ค่ำ เพื่อขอให้เทพเจ้าช่วย คุ้มครองชาวบ้านที่กินผัก โดยผู้นำการประกอบพิธีและผู้เชิญเทพเจ้าประทับทรงม้าทงแล้วเริ่มพิธีทำฮู้ (กระดาษยันต์) สำหรับแจกชาวบ้านที่มากินผักในศาลเจ้าได้นำกลับไปบ้าน เพื่อขอให้ช่วยคุ้มครอง และความเป็นสิริมงคลแก่ชาวบ้านผู้กินผัก
          จากนั้น มีการแห่เจ้า หรือพระออกเที่ยว เป็นการออกประพาส เพื่อโปรดสัตว์ หรือเพื่อออกเยี่ยมราษฎรของพระมหากษัตริย์ โดยมีขบวนธงและป้ายชื่อแห่นำหน้าขบวน มีเกี้ยวหามพระ เรียกว่า ถ้ายเปี้ย โดยวัยรุ่นผู้ชายเป็นผู้หามรูปพระบูชาต่าง ๆ ออกนั่งเกี๊ยวไป กรรมการและผู้นำการประกอบพิธีเป็นผู้จัดขบวน โดยจัดตามชั้นและยศของเทพเจ้า เด็ก ๆ จากโรงเรียนและครู ร่วมขบวนด้วยการช่วยถือธง และตีฆ้อง กลอง ฉาบ ส่วนผู้หญิงจัดเตรียมโต๊ะบูชาหน้าบ้าน ในขณะที่ขบวนแห่ผ่านไป ชาวบ้านตั้งโต๊ะสักการะและจุดประทัดต้อนรับขบวนเมื่อผ่านไปถึงถือว่าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัวเพื่อให้การค้าเจริญรุ่งเรือง
          พิธีการลุยไฟ (โก้ยโห้ย หรือ โก้ยโห่ย) เป็นการถือว่ากองไฟเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการแสดงถึงอิทธิฤทธิ์ที่บังคับไฟไม่ให้ร้อน และถือว่าเป็นไฟทิพย์ ใช้ชำระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์ โดยมีการลุยไฟทั้งคนทรงเจ้าที่กำลังประทับทรง หรือประชาชนโดยทั่วไปที่อยากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน
          พิธีโก๊ยห่าน จะทำหลังจากมีพิธีลุยไฟ โดยให้ผู้ที่ต้องการสะเดาะเคราะห์ตัดกระดาษเป็นรูปตัวเอง ธูป เทียน พร้อมเหรียญ 25 สตางค์ และต้นกุ๊ยฉ่าย 1 ต้น นำมาที่ศาลเจ้า เพื่อสะเดาะเคราะห์ โดยให้ม้าทรง (ผู้ประทับทรง) ที่กำลังประทับทรงเทพเจ้าอยู่ ประทับตราด้านหลังของเสื้อที่ใส่ เรียกว่า ค้ำยิ่น ถือว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ ซึ่งกระดาษแทนรูปตัวเอง หมายถึง การบอกให้เทพเจ้ารู้ว่า เป็นใครชื่ออะไร เพราะบนรูปกระดาษนั้น บอกเพศจากรูปและเขียนชื่อ นามสกุลไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ให้กับตนเอง แต่ถ้าหากทำการสะเดาะเคราะห์ให้กับคนอื่น ก็ให้เขียนชื่อผู้นั้นไว้ก็ได้ ส่วนธูป เทียน เป็นสิ่งนำทาง เหรียญ เป็นค่าใช้จ่ายในการสะเดาะเคราะห์ และต้นกุ่ยฉ่าย เป็นสัญลักษณ์ของมังสะทั้งหลาย ที่ชาวบ้านสละแล้ว และการประกอบพิธีกรรมเป็นการเดินข้ามสะพาน เพื่อสะเดาะเคราะห์ โดยมีการแบ่งฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย ในการเข้าพิธีสะเดาะเคราะห์ เพื่อป้องกันการสัมผัสกันระหว่างหญิงชายในขณะขึ้นสะพานสะเดาะเคราะห์
          พิธีส่งพระเป็นพิธีที่ทำในวันสุดท้ายของการถือศีลกินผัก โดยตอนกลางวันผู้นำการประกอบพิธีกรรม และกรรมการศาลเจ้า ร่วมกันส่งเทวดา คือ เง็กเซียนฮ่องเต้ สถานที่ส่ง คือ เสาธงหน้าศาลเจ้า ตอนกลางคืนก็มีพิธีการส่งพระกิ๋วอ๋องฮุดโจ้วกลับสวรรค์ ซึ่งส่งกลับทางทะเล ในช่วงกลางคืน ชาวบ้านที่สะเดาะเคราะห์แล้วจะตามขบวนแห่พระไปส่งพระเป็นจำนวนมาก เพราะชาวบ้านถือว่าการได้ไปส่งพระนั้น เป็นการร่วมพิธีกรรมสุดท้ายที่เมื่อทุกคนทำได้ครบทุกพิธี ก็จะเกิดสิ่งที่ดีในชีวิตตลอดไป ดังนั้น หากไม่จำเป็นจริง ๆ ส่วนใหญ่ทุกคนก็เข้าร่วมพิธีกรรมนี้
          เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู กรรมการศาลเจ้าที่มีหน้าที่ ก็ดับไฟทุกดวงให้สนิทให้หมด แล้วปิดประตูใหญ่ ตะเกียงที่เสาธงก็ดึงลง ตอนเช้าของวันแรกหลังจากเสร็จงานกินผัก มีพิธีการลงเสาธง และเรียกกำลังทหารกลับหลังจากที่เลี้ยงทหารเสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็จะเปิดประตูใหญ่ เมื่อได้ฤกษ์ตามวันในปฏิทิน หรือตามที่เทพเจ้าสั่งไว้
          ชาวจีนได้ประกอบพิธีกรรมนี้ขึ้น เนื่องจากเป็นเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้า เทวดา พระภูมิเจ้าที่ วิญญาณบรรพบุรุษ ภูตผี ปีศาจ วิญญาณเร่ร่อน เคล็ด นรก สวรรค์ โหราศาสตร์ ฤกษ์ยาม เครื่องลางของขลัง เช่น การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์ในช่วงนี้ เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวในอดีตส่วนใหญ่สัตว์หลายชนิดกำลังตกลูก หรือเป็นช่วงที่สัตว์มีโรคระบาดมาก เมื่อมีพิธีกรรมเป็นละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อในด้านพุทธศาสนา และการได้เข้าร่วมกันประกอบพิธีกรรมที่ศาลเจ้าด้วยการมอบหมายหน้าที่ และหมุนเวียนกันไปปฏิบัติในศาลเจ้า เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่า การให้ความช่วยเหลือส่วนร่วมทำให้ทุกคนในสังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เกิดความสามัคคี



Picture