Make your own free website on Tripod.com
การเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานฝังศพ (เช้งเม้ง)

          ประเพณีเดือน 3 หรือเรียกว่า “ ซาโง้ย “ ของชาวจีน หรือ ประเพณีเช้งเม้ง หรือที่ภาษาฮกเกี้ยนเรียกว่า “ เฉ่งเบ๋ง “ เป็นการไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานฝังศพหรือที่ป่าช้า (ฮวงจุ้ย) ซึ่งจะกระทำกันในวัน 4 ค่ำ หรือ 5 ค่ำ เดือน 3 ของจีน หรือตรงกับวันที่ 5 เมษายน ของ ทุก ๆ ปี เป็นพิธีกรรมที่ชนรุ่นหลัง แสดงถึงความกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษ โดยก่อนที่จะถึงวันเซ่นไหว้สักสองสามวัน ลูกหลานก็จะชักชวนกันไปถางหญ้าบริเวณหลุมฝังศพ (บ่อง) ของบรรพบุรุษ ให้สะอาดเรียบร้อยปราศจากต้นไม้ หญ้ารกรุงรัง รวมทั้งบริเวณเจ้าที่ (ท้เต่กัง) และพูนดินบนหลุมศพให้สูงขึ้น เมื่อถึงวันไหว้ลูกหลานก็จะเอากระดาษสีต่าง ๆ มาตกแต่งหลุมศพ การโดยกระดาษหลากสี อาจจะเป็นการให้เห็นได้ชัดว่า วันนี้ลูกหลานมาไหว้บรรพบุรุษเป็นการบอกให้รู้ว่า หลุมศพนี้มีลูกหลานมาเซ่นไหว้แสดงความระลึกถึง ความกตัญญูแล้ว ส่วนหลุมศพที่ไม่มีคนมาไหว้หลาย ๆ ปี นานไปก็จะสูญหายจากนั้นก็จะนำอาหารคาวหวานไปเซ่นไหว้ การนำกระดาษหลากสีไปประดับบนหลุมฝังศพ เปรียบกระดาษสี คือ เสื้อผ้าใหม่สำหรับผู้ตาย และการนำดินมากลบบนหลุมให้เป็นเนินสูง ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการทำให้ลูกหลานทำมาหากินเพิ่มพูน หากหลุมศพใดไม่กลบดินหรือพอกพูนดิน ลูกหลานจะทำมาหากินไม่บังเกิด ไม่มีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มพูน อนึ่งในระยะนี้ ถ้าลูกหลานต้องการซ่อมแซมหลุมศพ (บ่อง) ให้ สวยงามก็สามารถทำได้ แต่สำหรับเดือนอื่น ๆ ห้ามทำเด็ดขาด ถือว่าเป็นสิ่งอับปมงคลจะทำลูกหลานมีอันเป็นไป หรือลูกหลานจะทำมาหากินไม่เจริญรุ่งเรือง ปัจจุบันจะเห็นว่า ชาวบ้านยังคงมีความเชื่อในด้านกระทำกับหลุมศพ และถือเคล็ดว่าหากไม่ได้ทำหรือทำไม่ดี ตนเองจะได้รับผลกระทบในการทำมาหากิน และความเป็นอยู่ ซึ่งชาวบ้านเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนที่ได้เล่าสืบต่อกันมา และจากประสบการณ์ของตนเอง
          วัน “ เช้งเม้ง “ ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนปฏิบัติอยู่นี้ ถือว่าเป็นกิจกรรมของประเพณีที่ให้ลูกหลาน อนุชนรุ่นหลัง ได้แสดงถึงความกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษ เป็นวันรวมญาติครั้งใหญ่เพื่อร่วมกันกระทำกิจกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษ วันเช้งเม้งจะมี 2 แบบ คือ วันเช้งเม้งเก่า ซึ่งตรงกับวันที่ 5 เมษายน และวันเช้งเม้งใหม่ ซึ่งจะกระทำกันระหว่างเดือน 2-3 สำหรับชาวจีนในภูเก็ตนั้น นับเอาวันที่ 5 เมษายน เป็นวันเช้งเม้ง ตลอดระยะเวลาก่อนวันที่ 5 เมษายน 10 วันหรือหลังวันที่ 5 เมษายน 10 วัน ลูกหลานจะพากันไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานบรรพบุรุษพร้อมทั้งนำสิ่งของไปเซ่นไหว้ เช่น น้ำชา (เต๋) ขนมข้าวเหนียวกวน (บี้โก้) ขนมฟู (ฮวดโก้ย) ขนมเต่าแดง (อั้งกู้) เนื้อหมูต้ม ไข่ไก่ต้ม หมี่เหลือง (ส้ามเช้ง) กระดาษสี ต่าง ๆ แปะบนหลุมฝังศพ (บ่องจั้ว) ธูปเล็ก (เหี้ยว) เทียนเล็ก (เจก) กระดาษทองเล็ก (กิ้มจั้ว) กระดาษเงินเล็ก (หยินอาจั้ว) ประทัด (ผ่าง)
          นอกจากนั้นยังมีเครื่องทำกงเต็ก อันได้แก่ เสื้อผ้า ธูปเทียน ดอกไม้ กระดาษเงิน กระดาษทอง เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่า เมื่อเผาของจำลองเหล่านี้แล้ว จะไปถึงผู้รับในปรโลก
         การจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ จะต้องจัดเตรียมไว้ 2 ชุด คือ ชุดหนึ่งสำหรับไหว้เจ้าที่ ซึ่งในชุดนี้จะไม่มีหมูต้ม เนื่องจากเชื่อว่าการไหว้เจ้าที่นั้น เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเจ้าที่แต่ละแห่งนั้นเป็นชนเชื้อชาติใด จึงควรไหว้อาหารที่เป็นกลางทุกชาติทุกภาษาสามารถรับประทานได้ และอีกชุดสำหรับไหว้บรรพบุรุษ เมื่อพร้อมแล้วผู้นำครอบครัวก็จะจุดธูปเทียนบอกกล่าวแก่เจ้าที่ อัญเชิญให้มารับเอาเครื่องเซ่นไหว้ พร้อมทั้งขออนุญาตให้วิญญาณบรรพบุรุษมารับเครื่องเซ่นไหว้ หลังจากนั้นจึงจะจุดธูปเทียนเพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ และอธิษฐานขอพรจากบรรพบุรุษ เพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ในโลกนี้ และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เมื่อเราเซ่นไหว้จะส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต จากนั้นให้ลูกหลานไปทุกคนทยอยจุดธูปไหว้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและให้บรรพบุรุษได้คุ้มครองลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข สักครู่จะมีการเสี่ยงทายว่าอิ่มแล้วหรือไม่ โดยใช้เงินเหรียญ 2 อัน หรือไม้ประกบกันแล้วโยน ถ้าหากออกมาต่างกันก็หมายถึงอิ่มแล้ว ถ้าออกมาเหมือนกันต้องรอสักครู่หนึ่งแล้วจึงโยนใหม่ จากนั้นก็จะมีการเผากระดาษเงินให้แก่ผู้ตาย และเผากระดาษทองให้กับเจ้าที่ กระดาษทองนี้จะไม่ใช้กับคนตาย นอกจากคนตายคนนั้นตายมาเป็นระยะเวลานานแล้วจึงจะเผาได้ เพราะถือว่าผู้ตายได้เปลี่ยนสถานะเป็นเทพแล้ว เสื้อผ้า กระดาษเงิน กงเต็ก ขณะที่เผาก็จะเอาเหล้า ชา เทลงบนกองไฟเพื่อเป็นการตีวงล้อมสิ่งของที่เผาไปให้ เมื่อไฟมอดแล้วก็ยกาหารออกไปได้ บางครั้งก็มีการจุดประทัดด้วย การตีวงล้อมด้วยการราดน้ำชา และเหล้ารอบกองกระดาษที่เผาเป็นเพียงการป้องกันไฟลุกลามมากกว่า แต่ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเป็นการป้องกันให้เสื้อผ้า เงินทองที่เผาเหล่านั้นได้ถึงมือผู้ตายโดยไม่มีใครแย่งชิง
          ชาวจีนในอดีตเมื่อมีญาติพี่น้อง หรือพ่อแม่ตาย บรรดาลูกหลานนิยม ฝังศพของญาติพี่น้อง และบรรพบุรุษ แม้แต่คนงานกรรมกรเหมืองแร่ดีบุกในสมัยก่อน ที่ไม่มีครอบครัว ต้องอาศัยที่ทำงานในเหมืองเป็นที่พักอาศยเมื่อตายไป บรรดาพรรคพวกที่ร่วมงานด้วยกัน ก็จะนำศพนั้นไปฝังตามสุสานป่าช้าที่ทางราชการได้กำหนดไว้ สำหรับผู้ที่มีฐานะดี ก็จะมีสุสานประจำตระกูล หรือสุสานภาษาเดียวกัน ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ของสุสานแต่ละกลุ่มภาษาที่แตกต่างกัน ในทางรูปธรรม แต่ความหมายที่สื่อก็จะเหมือนกัน เพื่อให้วิญญาณผู้ตายสู่สุคติ และให้ผู้มีชีวิตอยู่ได้มีความเจริญรุ่งเรือง
          การประกอบพิธีกรรมนี้ ชาวจีมีความเชื่อในเรื่อง พระภูมิเจ้าที่ นรก สวรรค์ วิญญาณบรรพบุรุษ ภูตผี วิญญาณเร่ร่อน การทำมาหากิน เคล็ด ชาติภพ เช่น ชาวจีนเชื่อว่าการนำสิ่งของไปเซ่นไหว้ที่หลุมศพ การพูนดินที่หลุม การโปรยกระดาษสีต่าง ๆ เพราะเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณต่อบรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณ เป็นการบอกเล่าแก่สังคมว่าตนยังคงระลึกถึงผู้มีพระคุณอยู่เสมอ และการทำกงเต็ก ก็เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่า คนที่ตายไปแล้วไม่ได้ไปไหน ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่ง และอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์เหมือนกับที่มนุษย์ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน



  Picture